Sufficiency Economy Initiative

(www.sufficiencyeconomy.com)

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง

ประสิทธิ์ ไชยชมพู

ที่ผ่านมา การแสดงรูปธรรมของเศรษฐกิจพอเพียง มักยกตัวอย่างในภาคเกษตรกรรม ภาคชนบทเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าเป็นแปลงเกษตรส่วนบุคคล หรือแปลงเกษตรในนามกลุ่ม การบริหารจัดการกองทุนกลุ่มเกษตรกร เป็นต้น ส่วนในภาคธุรกิจยังไม่ค่อยมีใครรู้ว่า ได้เริ่มนำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงไปพิสูจน์บ้างแล้ว

เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ
ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ ซึ่งเคยทำธุรกิจส่วนตัวด้านไอที ได้มาร่วมงานกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) พูดถึงการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงกับภาคธุรกิจ โดยในปี 2547 ทำโครงการพัฒนากรณีศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ 4 แห่ง โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) จับมือ สกว. นำภาครัฐ และภาคประชาสังคมถอดบทเรียนดูว่าภาคธุรกิจเอกชนที่มีปรัชญามุ่งทำกำไรสูงสุด จะนำเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์ใช้ได้อย่างไร ซึ่งบางแห่งพบว่าดำเนินการอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มั่นใจว่าใช่หรือไม่

ปี 2548 เริ่มเป็นรูปธรรม คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านองค์กรภาคธุรกิจเอกชน มีดร.อาชว์ เตาลานนท์ เป็นประธานคณะทำงาน และในเดือนพฤษภาคม 2549 ได้ทำเอกสารวิจัยสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจพอเพื่อนำไปเผยแพร่ใน 135 ประเทศ

ดร.พิพัฒน์ ระบุถึงอุปสรรคปัญหาที่พบ เช่น 1.ไม่พยายามทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อย่างถ่องแท้ ตีความว่าแค่ประหยัด พึ่งพาตัวเอง ไม่เป็นหนี้ ซึ่งความจริงมีมากกว่านี้ 2.แนวทางไม่ถูกต้อง มักต้องการเครื่องมือสำเร็จรูปในการนำไปใช้ได้เลย 3.อ้างไม่มีเวลาทำเศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจ

ผอ.สถาบันไทยพัฒน์ เสนอแนวทาง 3 ระดับ ของการนำเศรษฐกิจพอเพียงไปพัฒนาในภาคธุรกิจ

1. ขั้นธุรกิจอยู่รอดได้ รับผิดชอบ ตอบสนองผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจ เช่น ผู้ถือหุ้นได้กำไรตอบแทน

2. กลุ่มธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า เน้นการรวมกลุ่มร่วมมือทางธุรกิจประเภทเดียวกัน เช่น กิจการร่วมค้า(จอยท์ เวนเจอร์) สหพันธ์ธุรกิจ(คอนซอเที่ยม) รวมเป้าหมายธุรกิจร่วมกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ในรูปชมรม สมาคม ขณะเดียวกัน ก็เปลี่ยนรูปแบบการบริหารเป็นแบบ ซีเอสอาร์หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) คือการดำเนินกิจกรรมของหน่วยงานที่รับผิดชอบต่อสังคม

3. ธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียง ในระดับเครือข่าย เพิ่มเพิ่มขีดความสามารถ ด้วยการเน้นกลุ่มแนวราบลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ(คลัสเตอร์) เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขั้น การติดต่อประสานความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างๆ กับหน่วยงานอื่น เช่น สถาบันวิชาการ สถาบันการเงิน และสถาบันสังคม พึ่งพิงอิงกัน สงเคราะห์เกื้อกูล มีจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม ต่างได้รับประโยชน์ทั่วหน้า

ปัจจุบัน กำไรทางบัญชีเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ตัวชี้ขาดทางธุรกิจอีกต่อไป

กำไรทางเศรษฐศาสตร์ เช่น โอกาสพัฒนาทุน การสร้างภาพลักษณ์ มีความสำคัญไม่น้อย

กลไกขับเคลื่อน แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ต้องสร้างเครื่องมือปฏิบัติงาน และสร้างตัวชี้วัด ซึ่งในอนาคตจะเริ่มใช้เป็นต้น

พร้อมกันนี้ จะมีการประชุมภาคธุรกิจไทย สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนบริษัทหลักทรัพย์ และสถาบันการเงินธนาคาร หาแนวทางปรับตัวให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียง คาดเดือนมกราคม 2550 จะเริ่มได้

สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.thaicsr.com

เศรษฐกิจพอเพียงสู่โรงเรียน
ดร.ปรียานุช พิบุลสราวุธ หัวหน้าโครงการวิจัยเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กล่าวถึงการผลักดันความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่สถานศึกษา โดยเริ่มเมื่อตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ได้ร่วมกับสนง.รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) จัดประกวดความเรียงเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น ได้แก่ ป.1 – ป. 3 / ป.4- ป.6 ช่วงชั้น ม.1- ม.3 / ม.4 - ม.6

ปรากฏว่า ในจำนวน 1,500 ชิ้น ความเรียงของเด็กสะท้อนความยังไม่เข้าใจอย่างถูกต้องต่อเศรษฐกิจพอเพียง ยังเข้าใจว่าคือเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่ใช้สิ่งของจากนอกพื้นที่

ต่อมาการประกวดในปี 2548 ทำให้รู้ว่าครูผู้สอนตีประเด็นเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่แตก เพราะฉะนั้น ปี 2549 จึงต้องมาจัดทำหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียง อธิบายแนวทางที่ถูกต้อง ในรัฐบาลชุดที่แล้ว รัฐมนตรีศึกษาได้ตั้งคณะทำงานหลายชุด รวมทั้งคณะทำงานผลิตหลักสูตรเศรษฐกิจพอเพียงสู่โรงเรียน มี ดร.ปรียานุช เป็นประธาน

“เราก็ทำหลักสูตรอย่างพอประมาณ ไปขับเคลื่อนในพื้นที่ อบรมวิทยากร ที่เป็นครู ระดับผอ. คณะทำงานบูรณาการหลักสูตรการเรียนการสอนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อนจะเปิดทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ”

เช่นช่วงชั้นที่สาม เริ่มให้เรียนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วิเคราะห์ ประยุกต์ไปใช้ได้ในชีวิต ผ่านการเรียนรู้ข้อมูลชุมชน ด้วยการทำโครงงานกลุ่ม ช่วงชั้นที่สี่ ศึกษาให้เข้าใจแนวทางทางพัฒนาระดับประเทศ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น คนลุ่มน้ำเจ้าพระยาวิเคราะห์โครงการของรัฐเกี่ยวกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างไร วิเคราะห์ประเทศไทยจะอยูในโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร ให้เหมาะสมกับภูมิสังคม ประวัติศาสตร์

ปัจจุบันพยายามความรู้เศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกบูรณาการในทุกวิชา เช่น วิชาพละ สอดแทรกเรื่องการเตรียมพร้อมร่างกาย รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย คณิตศาสตร์ ก็สอนอย่างมีเป้าหมาย ไม่สักแต่รู้

ขณะเดียวกัน โรงเรียนต้องให้หลักเศรษฐกิจพอเพียงบริหารในโรงเรียนด้วย เริ่มนำร่อง 3,000 โรง จาก 5 หมื่นกว่าโรงเรียน

ขณะที่ในระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดหลักสูตร บริหารศาสตร์(เศรษฐกิจพอเพียง) 3 ปี เป็นครั้งแรก

ส่วน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ในฐานะทำหน้าที่ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงด้านวิชาการและสถาบันการเมือง ของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สนง.คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นอกจากนิด้าได้เปิดสอนหลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาแล้ว ยังได้ตั้ง”ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง” ทำหน้าที่ 5 ด้านคือ การสอน การฝึกอบรม การวิจัย การเผยแพร่ และด้านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

สกว.ยอมรับต่อยอดภาคประชาชน
ดร.สิลาภรณ์ บัวสาย ผู้ช่วย ผอ.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กล่าวบนเวทีประชุมวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า ในปี 2548 สกว. จับมือมหาดไทย และพอช. เพื่อแก้ปัญหายากจน 12 จังหวัด เป็นโครงการที่แตกต่างจาก “อาจสามารถโมเดล” หรือ “พร้าวโมเดล”

สมัยนั้นคนมหาดไทยบอกเองว่า โมเดลแก้ยากจนของทักษิณ แก้ปัญหาไม่ได้หรอก เพราะการจดทะเบียนคนจน ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนในโลก ไมใช่ข้อมูลจริงแต่”ทักษิณ” ก็ไม่ขัดขวางโครงการนี้ ปล่อยให้เราทำไป

“แต่สามหน่วยงานที่จับมือร่วมงานกัน ได้ลงไปสำรวจข้อมูลเองในพื้นที่ รับฟังชาวบ้านคิดเรื่องอะไร ก็เรื่องทำการเกษตร เรื่องที่ดิน ผ่านการเสนอแผนภาคประชาชนขึ้นมา โดยใช้กระบวนการเก็บข้อมูลตัวเอง ชาวบ้านก็เสนอสิ่งที่อยากทำเอง และอยากทำกับองค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น...ที่ผ่านมา ยอมรับข้อมูลชุมชนมาจากภาคประชาชน และ สกว.นำมาต่อยอด”

และนั่นคงเป็นที่ สกว. สรุปสโลแกนคำขวัญที่ว่า “คิดได้ก็หายจน” ไม่ใช่ต้องรอรัฐมาแจกวัว แจกแท็กซี่

ในหลวงตรัสไว้ 2 ครั้งว่า “ไม่สุรุ่ยสุร่ายก็จบ”

สิ่งที่พบคือ ภาครัฐมีจุดแข็งที่ความชอบธรรม ขยายผลได้ ส่วนภาคประชาชนมีจุดแข็งที่สร้างนวัตกรรมเก่ง แต่ขยายผลได้ไม่มาก ดังนั้นจะมีสถาบันวิชาการมาเสริมให้เกิดความน่าเชื่อถือ

หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง คือ
1.พอประมาณ 2.มีเหตุมีผล 3. มีภูมิคุ้มกัน
2 เงื่อน คือ ความรู้ และมีคุณธรรม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เศรษฐกิจพอเพียง จุดเปลี่ยนประเทศไทย
- อภิชัย พันธเสน “เศรษฐศาสตร์พอเพียงอิงศาสนา เป็นยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์”

[Original Link]



กรณีศึกษาในธุรกิจ



ปูนซิเมนต์ไทย

แพรนด้า จิวเวลรี่

ชุมพร คาบาน่า รีสอร์ต

ชื่อไทย.คอม

บ้านอนุรักษ์กระดาษสา
 



Sufficiency Alignment Map


การดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของแต่ละองค์กรจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับนโยบายและทิศทางที่ผู้บริหารเป็นผู้กำหนดขึ้น และขึ้นอยู่กับช่วงอายุของกิจการ โดยธรรมชาติของกิจการเกิดขึ้นจากการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่ต้องการดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน ต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทำให้สามารถจำแนกระดับความพอเพียงขององค์กรออกเป็น 2 ระดับ คือ เศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน ที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในองค์กร (Internal Stakeholder) เป็นหลัก และเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า ที่ครอบคลุมไปถึงผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร (External Stakeholder) การจัดวางองค์กรหรือการปรับแนว (Alignment) การดำเนินงานขององค์กร จึงมีส่วนสัมพันธ์กับการให้น้ำหนักความสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียในระดับต่างๆ


แผนภาพที่ 1 ผังการปรับวางระดับความพอเพียง (Sufficiency Alignment Map) ขององค์กร

กิจการที่เข้าข่ายการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน จะให้ความสำคัญเฉพาะประโยชน์ที่ผู้มีส่วนได้เสียในองค์กรจะได้รับ โดยไม่สนใจผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กรมากนัก เน้นถึงการดำรงอยู่ของกิจการหรือความอยู่รอดในธุรกิจ พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ (Independent) ดำเนินกิจการโดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ภายในองค์กรเองได้ มีรายรับที่เพียงพอต่อการดำเนินกิจการ ปราศจากภาระหนี้สิน หรือมีความสามารถในการชำระหนี้ในระยะเวลาที่กำหนดหรือเมื่อเจ้าหนี้ทวงถามโดยชอบ ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance)


แผนภาพที่ 2 ผังการปรับวางระดับความพอเพียงขององค์กรที่เน้นเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน

กิจการที่เข้าข่ายการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า จะให้ความสนใจกับผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กรมากขึ้น เน้นถึงการรวมกลุ่มในรูปแบบต่างๆ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างคู่ค้าที่อยู่ต้นน้ำ (Upstream) เพื่อการสร้างประสิทธิภาพและการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในสายอุปทาน และคู่ค้าที่อยู่ปลายน้ำ (Downstream) เพื่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในสายอุปสงค์ ภายใต้รูปแบบของการพึ่งพิงอิงกัน (Inter-dependent) สงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ดูแลรักษาสภาพแวดล้อมรอบข้าง มีจริยธรรม มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) และมีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม


แผนภาพที่ 3 ผังการปรับวางระดับความพอเพียงขององค์กรที่ครอบคลุมเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า

ผังการปรับวางระดับความพอเพียงสามารถนำไปใช้ได้กับองค์กรธุรกิจในทุกสาขาและในทุกระดับทั้งที่เป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เนื่องจากมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ตามค่าน้ำหนักของการให้ความสำคัญโดยคำนึงถึงความพร้อมในแต่ละองค์กร และรองรับการปรับขนาดได้ (Scalability) ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมของแต่ละกิจการ



Sufficiency Strategy Map


ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของความพยายามที่จะนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ คือ ความยากลำบากในการแปลงปรัชญาที่เป็นนามธรรม ให้ได้มาซึ่งวิธีการอย่างเป็นขั้นตอน และเครื่องมือสนับสนุนการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นรูปธรรม โดยมีตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งรูปแบบกิจกรรมที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ มีความเหมาะสมกับองค์กรธุรกิจที่คุ้นเคยกับการบริหารจัดการโดยมีผลลัพธ์ที่วัดได้ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงการดำเนินงานและการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่ชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ด้วยคุณลักษณะสามประการ อันได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี พร้อมด้วยเงื่อนไขของความรู้ ที่ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ การใช้สติและปัญญาในการดำเนินชีวิต ควบคู่กับเงื่อนไขด้านคุณธรรม อันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต ความอดทน มีความเพียร ความรอบคอบระมัดระวังที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน โดยนำไปสู่จุดหมายสามประการ คือ ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

คุณลักษณะ เงื่อนไข และจุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

เมื่อนำความสัมพันธ์ของคุณลักษณะ เงื่อนไข และจุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงข้างต้น มาแสดงในเชิงเหตุและผล จะปรากฏเป็นผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

ผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

จากผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะพบว่า มีความเชื่อมโยงระหว่างคุณลักษณะและเงื่อนไขต่างๆ อย่างใกล้ชิด เช่น ความรอบรู้ที่มีความซื่อสัตย์สุจริตกำกับจะเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความพอประมาณ ไม่โลภ ไม่เอารัดเอาเปรียบ การมีสติไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ด้วยความอุตสาหะพากเพียรจะเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หรือการใช้ปัญญาด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ปราศจากอคติ จะเป็นเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความมีเหตุมีผล

ผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า การนำความรู้ ซึ่งเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอนตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคุณธรรม ซึ่งเปรียบเหมือนพวงมาลัย เป็นเครื่องกลั่นกรองหรือคอยกำกับทิศทางอยู่ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ การใช้ความรอบรู้โดยขาดความซื่อสัตย์สุจริต หรือการใช้สติโดยขาดความอดทน ความพากเพียร หรือการใช้ปัญญาโดยขาดความรอบคอบระมัดระวัง จึงไม่สามารถเข้าถึงคุณลักษณะด้านความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีได้ (จะข้ามเงื่อนไขคุณธรรมไปไม่ได้) และเป็นการดำเนินที่ผิดวิธีการไปจากทางสายกลาง ที่ก่อให้เกิดผลเสียหายทั้งแก่บุคคลนั้นๆ ตลอดจนส่วนรวมก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ผังความสัมพันธ์นี้ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “แผนที่ยุทธศาสตร์ความพอเพียง” (Sufficiency Strategy Map) ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการแสดงความเชื่อมโยงของกลยุทธ์องค์กรที่นำเสนอในรูปแบบของแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) ภายใต้เครื่องมือ Balanced Scorecard ทำให้องค์กรธุรกิจที่มีความคุ้นเคยกับการใช้แผนที่ยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการและการประเมินผลองค์กร สามารถทำความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเป็นระบบ และสามารถแปลงปรัชญาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น



เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (4)


ความรู้และคุณธรรมในธุรกิจ
นอกเหนือจากคุณลักษณะสามประการ อันได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี การดำเนินธุรกิจตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังต้องถึงพร้อมด้วย ความรู้ที่เหมาะสมในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน ซึ่งประกอบด้วย ความรอบรู้ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาวะแวดล้อมและสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีสติ หรือความระลึกรู้ ซึ่งเป็นเครื่องกำกับพฤติกรรมทางธุรกิจ การตลาด การสื่อสารประชาสัมพันธ์ หรือการวางแผนในเรื่องต่างๆ ว่าจะเป็นประโยชน์หรือมีผลเสียหายหรือไม่อย่างไรในระยะยาว มีปัญญา หรือความรู้ชัด ที่เกิดขึ้นจากความฉลาดสามารถคิดพิจารณาอย่างถูกต้องแยบคายด้วยเหตุผล ทำให้เห็นและเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างกระจ่างชัด เป็นความรู้แจ้งในงานและวิธีที่จะปฏิบัติงานอย่างถูกต้องเที่ยงตรง

การที่จะนำเอาความรู้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แท้จริงได้นั้น จำต้องมีคุณธรรมเป็นเครื่องกลั่นกรอง อันประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับรองรับสนับสนุนวิชาความรู้ เพื่อนำพาไปสู่เป้าหมายได้อย่างถูกต้องเที่ยงตรง ความอดทน มีความเพียร ประกอบการงานด้วยความตั้งใจ ไม่ละเลย ไม่ทอดทิ้ง เป็นความเพียรที่มีลักษณะกล้าแข็งไม่ขาดสาย มีความหนักแน่นอดทน ไม่ท้อถอย ทำให้การดำเนินงานรุดหน้าเรื่อยไป และความรอบคอบระมัดระวัง ที่จะพิจารณาเรื่องต่างๆ ให้กระจ่างแจ้งในทุกแง่ทุกมุม ก่อนที่จะจัดการให้ถูกจุด ถูกขั้นตอน ถูกเหตุผล และสามารถนำความรู้ต่างๆ มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อนำไปสู่จุดหมายสามประการด้วยกัน คือ ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์

เมื่อนำความสัมพันธ์ของคุณลักษณะ เงื่อนไข และจุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาแสดงในเชิงเหตุและผล (Cause and Effect) จะปรากฏเป็นผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดังนี้

ผังความสัมพันธ์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

การแสดงผังความสัมพันธ์ในรูปแบบข้างต้น จะมีความคล้ายคลึงกับการแสดงความเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ในองค์กรธุรกิจที่นำเสนอในรูปแบบของแผนที่ยุทธศาสตร์ (Strategy Map) ทำให้เกิดแนวคิดที่จะประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางเครื่องมือทางการจัดการสมัยใหม่ ด้วยเหตุผลที่ภาคธุรกิจเอกชนในปัจจุบัน มีความคุ้นเคยกับแผนที่ยุทธศาสตร์ในเครื่องมือ Balanced Scorecard สำหรับใช้บริหารจัดการและการประเมินผลองค์กรอยู่แล้ว สามารถที่จะทำความเข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเป็นระบบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กรได้ง่ายขึ้น จากการแปลงปรัชญาไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

การอธิบายถึงคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งหมดข้างต้น โดยการแยกแยะให้เห็นถึงคุณลักษณะและเงื่อนไขเป็นส่วนๆ ก็เพื่อให้เห็นความลึกซึ้งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการวิเคราะห์แบบแยกส่วนเพื่อทำความเข้าใจในทางวิชาการ แต่การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัตินั้น ต้องคำนึงถึงความเกี่ยวข้องของแต่ละคุณลักษณะและเงื่อนไขต่างๆ ในแบบองค์รวม ทั้งคุณลักษณะด้านความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ควบคู่ไปกับเงื่อนไขด้านความรู้ และคุณธรรม มิอาจใช้วิธีแยกส่วนสำหรับการปฏิบัติได้ เป็นแต่เพียงว่าองค์กรธุรกิจหนึ่งๆ อาจมีความพร้อมหรือการให้น้ำหนักความเข้มข้นของคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันกับอีกองค์กรหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้นั้น มีระดับหรือขั้นของการปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไป

ความพอเพียงตามนัยของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละองค์กร จึงไม่จำเป็นต้องมีขีดระดับที่เท่ากัน มีรูปแบบเดียวกัน หรือนำไปสู่การเปรียบเทียบระดับความพอเพียงของแต่ละองค์กร ซึ่งในความเป็นจริงก็ทำไม่ได้ด้วยเหตุที่ความพร้อมหรือการให้น้ำหนักความเข้มข้นของคุณลักษณะและเงื่อนไขของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแตกต่างกันดังที่ได้กล่าวมาแล้ว



เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (3)

 

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในธุรกิจ
การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี เป็นคุณลักษณะที่สามในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกเหนือจากคุณลักษณะด้านความพอประมาณและด้านความมีเหตุผล การมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การจัดองค์ประกอบของการดำเนินงาน ให้มีสภาพพร้อมรองรับต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในได้เป็นอย่างดี

จากหลักความมีเหตุผลในธุรกิจที่คำนึงถึงการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองต่างๆ ในแบบองค์รวมที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันนั้น สมควรที่จะพิจารณาต่อไปว่า ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละมุมมองนั้น มีกิจกรรมใดที่เป็นเหตุและปรากฏการณ์ใดที่เป็นผล ตัวอย่างเช่น ระดับความยั่งยืนของกิจการหนึ่งๆ จะปรากฏเป็นผลให้เห็นได้ อาจต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง ในขณะที่กิจกรรมหรือตัวบ่งชี้ที่เป็นเหตุของความยั่งยืน เช่น การผลิตที่เหมาะสม การลงทุนที่ไม่เกินตัว การใช้เทคโนโลยีที่ประหยัด การไม่เน้นกำไรระยะสั้น เป็นกิจกรรมหรือวัตถุประสงค์ที่กำลังดำเนินอยู่ในกิจการ ทั้งนี้ การพิจารณาตัวบ่งชี้ที่เป็นเหตุ จะทำให้ทราบถึงผลการดำเนินงานในปัจจุบันและปัจจัยที่จะส่งผลต่อการดำเนินงานในระยะยาว ส่วนการพิจารณาตัวบ่งชี้ที่เป็นผล จะทำให้ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหรือสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาแยกแยะความสัมพันธ์ของตัวบ่งชี้ทั้งที่เป็นเหตุและเป็นผล จะทำให้สามารถคาดการณ์ได้ถึงโอกาสและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และส่งผลให้กิจการสามารถวางแผนรับมือกับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ด้วยการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนภายในองค์กรเป็นข้อพิจารณาประกอบ ถือเป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีในธุรกิจนั่นเอง

ผลกระทบหรือการเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกซึ่งควบคุมไม่ได้ เช่น ในด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ความผันผวนของตลาด ฯลฯ ในด้านสังคมหรือรัฐ ได้แก่ นโยบายสาธารณะต่อธุรกิจที่ดำเนินอยู่ (หรือที่ธุรกิจมักเรียกว่า License to Operate) ฯลฯ ในด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ภัยธรรมชาติ พลังงานในฐานะที่เป็นปัจจัยการผลิต ฯลฯ และในด้านวัฒนธรรม ได้แก่ วิถีชีวิตของแต่ละภูมิสังคม ฯลฯ ส่วนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายในซึ่งสามารถควบคุมและแก้ไขได้ อาทิ ปัจจัยด้านทุน ด้านเทคโนโลยี และด้านการบริหารจัดการ เป็นต้น

โดยธรรมชาติองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายใน เช่น การโยกย้ายผู้บริหาร การเปลี่ยนผู้ถือหุ้น การปรับโครงสร้างทางธุรกิจ จะส่งผลต่อความก้าวหน้าของกิจการ ความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวให้ทันและเข้ากับสภาวการณ์ภายนอก การสร้างภูมิคุ้มกันในส่วนแรกนี้ จึงเป็นการจัดองค์ประกอบของการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในเพื่อให้ทันและเข้ากับสิ่งภายนอก ส่วนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนรัฐบาล การเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของตลาดใหม่ จะส่งผลให้เกิดทั้งโอกาสและความเสี่ยงหรือความผันผวนทางธุรกิจ การสร้างภูมิคุ้มกันในส่วนที่สองนี้ จึงเป็นการจัดองค์ประกอบของการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งภายในได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย

การสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี จึงสามารถแบ่งได้เป็นสองกรณี คือ การสร้างจากภายในและการสร้างที่ภายนอก การสร้างภูมิคุ้มกันจากภายใน ได้แก่ การพิจารณาและจัดองค์ประกอบต่างๆ ในองค์กรให้เอื้อต่อการปรับตัวเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เช่น โรงงานไม่ควรสร้างภาระหนี้มากจนเกินทุน เมื่อเวลาที่เจ้าหนี้ทวงถาม กิจการก็สามารถจะชำระหนี้ได้ ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในด้านการเงิน หรือโรงงานควรเลือกใช้เทคโนโลยีที่สามารถบริหารจัดการได้เอง เมื่อเวลาที่มีปัญหากับเทคโนโลยี กิจการก็สามารถจะซ่อมแซมแก้ไขได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเจ้าของเทคโนโลยีทั้งหมด ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในด้านเทคโนโลยี หรือการที่กิจการมีโครงการถ่ายทอดทักษะและความรู้เกี่ยวกับงานที่ทำ ฝึกอบรมให้พนักงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ และเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงการให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม กิจการก็จะสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมั่นคง ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในด้านทรัพยากรบุคคล

การสร้างภูมิคุ้มกันที่ภายนอก ได้แก่ การพิจารณาและจัดองค์ประกอบที่อยู่รายรอบองค์กรให้เอื้อต่อการดำเนินงาน เช่น การส่งเสริมและสนับสนุนคู่ค้าเพื่อให้สามารถจัดส่งวัตถุดิบและปัจจัยในการผลิตหรือการบริการที่มีคุณภาพให้แก่กิจการด้วยการให้ความรู้และทรัพยากรที่จำเป็นต่างๆ เพราะหากกิจการได้วัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพเข้าโรงงาน ผลผลิตแปรรูปที่ออกจากโรงงานก็จะไม่มีคุณภาพตามไปด้วย การช่วยเหลือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันแบบหนึ่งที่มักถูกละเลยหรือไม่ได้ให้ความสำคัญ กิจการส่วนใหญ่มัวแต่คิดถึงตนเอง คิดว่าทำแล้วจะได้อะไร กำไรปีนี้จะได้เท่าไร ค่าใช้จ่ายส่วนเกินตรงไหนที่ตัดออกได้อีก โดยที่ไม่ได้คิดถึงการให้หรือการช่วยเหลือผู้อื่นก่อน ในทางธรรมชาตินั้น การกระทำใดๆ ย่อมต้องได้รับการตอบสนองเป็นผลแห่งการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเสมอ ซึ่งในกรณีนี้ คือ “ได้ให้” ก็จะ “ได้รับ” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีความเฉียบขาดอยู่ในตัวเอง ฉะนั้น การที่กิจการเอาใจใส่ดูแลชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือคู่ค้าของตนเอง ผลแห่งการกระทำนี้ก็จะหวนกลับมาจุนเจือกิจการในภายหลัง ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร

กระบวนการปรับตัว (Adaptive Process) ในธุรกิจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการตอบสนองภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ เห็นได้จากวัฏจักรของธุรกิจหรือรอบอายุของผลิตภัณฑ์โดยส่วนใหญ่ มีคาบเวลาที่สั้นลง ในขณะที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้น ทำให้ความยืดหยุ่นและการปรับตัวอย่างรวดเร็วได้กลายเป็นคุณลักษณะที่กิจการต้องสร้างให้เกิดขึ้น สอดคล้องกับคุณลักษณะด้านการมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ประโยชน์ในระยะสั้นของกิจการ อาจมาจากการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อการกระตุ้นยอดขายหรือการเพิ่มผลกำไรเฉพาะหน้า ใช้วิธีการรณรงค์เรื่องประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน เพื่อการลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่สามารถประหยัดได้ตามวาระที่จำเป็น เช่นเมื่อเกิดวิกฤตด้านพลังงาน เป็นต้น

ประโยชน์ในระยะปานกลางของกิจการ อาจมาจากการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านลูกค้า เป็นการปลูกสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเป้าหมายและลูกค้า เพื่อหวังผลในการปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้กลายมาเป็นลูกค้าใหม่ของกิจการ ดูแลรักษาลูกค้าเดิมของกิจการให้คงอยู่ เพื่อหวังผลในการเพิ่มปริมาณการขาย (Up-Selling) หรือขยายสายผลิตภัณฑ์ (Cross-Selling) จำหน่ายให้แก่ลูกค้ารายเดิม และแม้กระทั่งการเปลี่ยนลูกค้าในอดีตที่ยุติการซื้อผลิตภัณฑ์ไปแล้ว ให้กลับมาเป็นลูกค้าของกิจการดังเดิม

ประโยชน์ในระยะยาวของกิจการ อาจมาจากการดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์ด้านวิจัยและพัฒนา เพื่อการสร้างนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ ทั้งการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการแก้ไขและปรับปรุงผลิตภัณฑ์เดิม ให้มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น คุณภาพดีขึ้น คุณประโยชน์สูงขึ้น และแม้แต่การซื้อทรัพย์สินทางปัญญาหรือการซื้อกิจการอื่น เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมที่จะสร้างคุณค่าให้แก่กิจการในระยะยาว

จากที่กล่าวแล้วว่า องค์กรธุรกิจสามารถประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ในสองระดับ คือ เศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน และเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้เสียภายในองค์กรและภายนอกองค์กรตามลำดับ การดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นฐาน มุ่งเน้นที่การสร้างกิจการเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจและการพัฒนาศักยภาพเพื่อการเจริญเติบโตของกิจการ เป็นบันไดขั้นที่หนึ่ง ในขณะที่การดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงระดับก้าวหน้า จะให้ความสำคัญกับการแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน (Supply Chain) เป็นบันไดขั้นที่สอง จนพัฒนามาสู่ความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจต่างๆ ในแนวราบ ในลักษณะของเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) เพื่อสร้างให้เกิดความยั่งยืนของกิจการ เป็นบันไดขั้นที่สาม

การประยุกต์ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสามขั้นข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาที่เริ่มต้นจากหลักของการพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อน (Self-Reliance) แล้วจึงพัฒนาเป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน (Cooperation) จนนำไปสู่การร่วมมือกัน (Collaboration) อย่างเป็นขั้นตอน

[Original Link]



เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (2)

 


หลักความมีเหตุผลในธุรกิจ
ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นอกเหนือจากคุณลักษณะด้านความพอประมาณ ยังมีคุณลักษณะด้านความมีเหตุผล ที่หมายถึง การพิจารณาที่จะดำเนินงานใดๆ ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่ย่อท้อ ไร้อคติ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนั้น สามารถนำมาประยุกต์ให้เข้ากับการดำเนินธุรกิจได้อย่างไร

เมื่อพิจารณาหน่วยธุรกิจหนึ่งๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าเป็นหน่วยการผลิตหรือหน่วยการบริการ ทำหน้าที่แปลงปัจจัยการผลิตหรือการบริการให้กลายเป็นผลผลิต เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยการบริโภคที่เป็นครัวเรือนและผู้บริโภคลำดับสุดท้าย หรือไปยังหน่วยการผลิตอื่นตามสายอุปทาน (Supply Chain) การพิจารณาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่เกิดขึ้นจากหน่วยการผลิต จะแยกเป็น 2 ระดับ คือ ความมีเหตุผลในหน่วยการผลิตหรือภายในตัวกิจการเอง กับความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคม

การพิจารณาผลลัพธ์ทางธุรกิจตามวิถีของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ปฏิเสธไม่ได้ว่า จำเป็นต้องวัดผลประกอบการด้วยตัวเลขทางการเงิน เครื่องมือการบริหารจัดการทางธุรกิจส่วนใหญ่ จึงเน้นหน่วยวัดในรูปตัวเงิน เช่น ยอดขาย กำไรสุทธิ ฯลฯ ประกอบกับตัวเลขทางการเงินดังกล่าวเป็นหน่วยวัดที่สามารถนับได้ง่าย เมื่อเทียบกับหน่วยวัดอื่น เช่น ความพึงพอใจของลูกค้า หรือประสิทธิภาพในการให้บริการ เป็นต้น แต่ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีในระดับหนึ่งว่า ธุรกิจในปัจจุบันได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีตหลายครั้งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การใช้ตัววัดทางด้านการเงินเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถรอดพ้นจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม แม้ว่าหลายกิจการได้แสดงตัวเลขผลประกอบการทางการเงินที่ดีเลิศเพียงใดก็ตาม

จากเหตุผลดังกล่าว ธุรกิจที่ต้องการค้นหาแนวทางในการเติบโตอย่างยั่งยืน จึงพยายามให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นในธุรกิจ นอกเหนือจากตัวชี้วัดทางการเงิน ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านลูกค้า เนื่องจากลูกค้าเป็นผู้ที่สร้างรายได้และผลกำไรทางธุรกิจให้แก่กิจการโดยตรง การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านกระบวนการทางธุรกิจ เนื่องจากหากกิจการไม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างทันท่วงที ก็ไม่สามารถรักษายอดรายได้หรือกำไรที่เกิดขึ้นจากลูกค้าของธุรกิจได้ การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดด้านพนักงาน ที่เป็นทรัพยากรสำคัญขององค์กร ซึ่งหากไม่มีการพัฒนาทักษะของพนักงาน การสร้างแรงจูงใจในการทำงาน โอกาสที่กิจการจะขยายตัวและเติบโตก็เกิดขึ้นได้ยาก

การที่ธุรกิจให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดในมุมมองที่เพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองต่างๆ ในเชิงเหตุและผล (Cause and Effect) ตัวอย่างเช่น กำไรของกิจการที่ผู้ถือหุ้นพึงได้รับ (มุมมองด้านผู้ถือหุ้น) จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อองค์กรธุรกิจมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือมีต้นทุนที่ลดลง (มุมมองด้านการเงิน) และการที่องค์กรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดโดยการนำเสนอสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ (มุมมองด้านผลิตภัณฑ์) ซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้าหรือทำให้ลูกค้าพึงพอใจ (มุมมองด้านลูกค้า) และการที่องค์กรจะสามารถนำเสนอสินค้าและบริการตามที่ลูกค้าต้องการได้ องค์กรจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินงานที่เหมาะสมในการนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการ (มุมมองด้านกระบวนการทางธุรกิจ) จากพนักงานที่มีทักษะและความสามารถ มีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดี (มุมมองด้านพนักงาน) และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสนับสนุนให้องค์กรมีกระบวนการสร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้าได้ (มุมมองด้านระบบงานสนับสนุน) โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบเชิงลบต่อสังคมโดยรวม (มุมมองด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม) เป็นต้น

มุมมองต่างๆ ที่นำเสนอข้างต้น เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงเหตุปัจจัยแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดผลลัพธ์ส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ ในแต่ละมุมมอง องค์กรธุรกิจหนึ่งๆ อาจจำแนกมุมมองและการจัดลำดับความสำคัญที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ แต่จุดร่วมหนึ่งที่เหมือนกัน คือ ธุรกิจต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองในแบบองค์รวมที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ไม่สามารถบริหารจัดการในแบบแยกเป็นส่วนๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกันได้

ในระดับของความมีเหตุผลในตัวกิจการเอง จะเกี่ยวข้องกับ การจัดการความสัมพันธ์ของมุมมองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกิจการ อาทิ ด้านผู้ถือหุ้น ด้านการเงิน ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านกระบวนการภายในธุรกิจ ด้านพนักงาน ด้านระบบงานสนับสนุน เพื่อนำไปสู่การเจริญเติบโต (Growth) ของกิจการ โดยอาจเทียบได้ว่าเป็นการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในระดับพื้นฐาน

ในระดับของความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคมทั้งในระดับใกล้ คือ การบริหารความสัมพันธ์ต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และในระดับไกล คือ การบริหารความสัมพันธ์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป รวมไปถึง การจัดการด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน (Sustainability) ของกิจการ โดยอาจเทียบได้ว่าเป็นการดำเนินธุรกิจตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในระดับก้าวหน้า

สภาพที่ปรากฏของกิจการที่มีเป้าหมายเน้นกำไรในระยะสั้น คำนึงถึงประโยชน์แต่ผู้ถือหุ้น ขายผลิตภัณฑ์ที่แม้จะมีคุณภาพตามระดับของความมีเหตุผลภายในตัวกิจการ แต่หากมิได้คำนึงถึงสภาวะตลาด ความต้องการของลูกค้า ความเป็นธรรมกับคู่ค้า หรือการยอมรับของสังคมตามระดับของความมีเหตุผลระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคม กิจการนั้นอาจสามารถเจริญเติบโตได้ระยะหนึ่ง แต่จะไม่มีความยั่งยืนของกิจการในระยะยาว

ในความเป็นจริง กิจการต้องพยายามสร้างความสมดุลของประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม โดยใช้หลักความมีเหตุผลในทั้งสองระดับผสมผสานกันไป มิอาจเน้นที่ระดับใดระดับหนึ่งเพียงระดับเดียว ในขณะเดียวกันกิจการก็ต้องมีการบริหารจัดการองค์กรให้เกิดความสมดุลของประโยชน์ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อการพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับคุณลักษณะด้านการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

[Original Link]



เศรษฐกิจพอเพียงในภาคธุรกิจ (1)


ปัญหาสำคัญของความพยายามที่จะนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ คือ การขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คนส่วนใหญ่มักนึกว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องเกษตรกรรม เป็นเรื่องของคนชนบท และเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนเมือง จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนเองต้องทำความเข้าใจมากนัก ส่วนผู้ที่อยู่ในภาคธุรกิจส่วนใหญ่ ก็มีความสงสัยว่า ปรัชญาของการดำเนินธุรกิจคือการมุ่งหวังกำไรสูงสุด แล้วเศรษฐกิจพอเพียงจะนำมาใช้กับธุรกิจได้จริงหรือไม่

เศรษฐกิจพอเพียง มิได้หมายถึงเศรษฐกิจระบบปิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร ไม่ค้าขาย ไม่ส่งออก ไม่ผลิตเพื่อคนอื่น ไม่ได้สนับสนุนการปิดประเทศ หรือหันหลังให้กับกระแสโลกาภิวัตน์ แต่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันขณะที่ยังมีความไม่พร้อมหรือยังไม่แข็งแรง พร้อมๆ กับการไม่ประมาทและไม่โลภมากเกินไป จนเมื่อแข็งแรงพอ ก็สามารถเข้าสู่การแข่งขันในแบบที่ไม่ใช่มุ่งแพ้ชนะอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เป็นการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ คือเพื่อเสริมสมรรถภาพและความเข้มแข็ง ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจพอเพียงก็มิใช่เศรษฐกิจที่ส่งเสริมลัทธิบริโภคนิยมอย่างไร้ขอบเขต แต่ให้พิจารณาและใช้ประโยชน์จากกระแสโลกาภิวัตน์อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทัน สามารถเลือกรับเฉพาะสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมในระยะยาว

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ โดยไม่ขัดกับหลักการของการแสวงหากำไร แต่การได้มาซึ่งกำไรของธุรกิจ ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น หรือแสวงหาผลกำไรจนเกินควรจากการเบียดเบียนประโยชน์ของสังคมโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจจะก่อให้เกิดวิกฤตตามมา ตลอดจนให้คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรในธุรกิจอย่างประหยัดและอย่างมีคุณภาพ

นอกจากนี้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยังมิได้ปฏิเสธการเป็นหนี้ หรือการกู้ยืมเงินในภาคธุรกิจ แต่เน้นการบริหารความเสี่ยงต่ำ หมายความว่า ถึงแม้จะกู้ยืมเงินมาลงทุนก็เพื่อดำเนินกิจการชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากนัก สามารถจัดการได้แม้ในภาวะที่โอกาสจะเกิดขึ้นจริงมีไม่มากนักก็ตาม


หลักความพอประมาณทางธุรกิจ
ความพอเพียงตามนัยของเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะ 3 ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยความหมายของความพอประมาณนั้น หมายถึง ความเหมาะสมของการดำเนินงาน ทั้งในแง่ของขนาดที่ไม่เล็กเกินไปหรือไม่ใหญ่จนเกินตัว แต่เป็นไปตามอัตภาพและสภาพแวดล้อม และในแง่ของจังหวะเวลาที่ไม่เร็วเกินไปหรือไม่ช้าจนเกินไป แต่รู้จักทำเป็นขั้นตอนเพื่อให้การดำเนินงานมีความก้าวหน้า โดยที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน โดยในที่นี้ จะพิจารณาธุรกิจในฐานะที่เป็นหน่วยการผลิตในทางเศรษฐศาสตร์

การดำเนินธุรกิจที่แสวงหาเพียงกำไรสูงสุด (Maximize Profit) ในทางบัญชี หรือที่เรียกว่ากำไรทางธุรกิจ (Business Profit) นั้น มิใช่เป้าหมายที่ดีที่สุดเสมอไป เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มิได้คำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาส โดยเฉพาะต้นทุนทางการเงินในส่วนของเจ้าของ ด้วยเหตุนี้ การดำเนินธุรกิจจึงควรคำนึงถึงกำไรทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Profit) อันเป็นส่วนเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรอย่างแท้จริง มากกว่าการแสวงหาเพียงกำไรสูงสุดในทางบัญชี


ความพอประมาณกับกำไรทางเศรษฐศาสตร์

ธุรกิจที่สามารถดำเนินกิจการจนมีกำไรคุ้มกับค่าเสียโอกาส หรือเรียกว่า กำไรปกติ (Normal Profit) ในทางเศรษฐศาสตร์มีโอกาสเกิดขึ้น 2 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นภาวะที่ตัดสินว่าธุรกิจนั้นสามารถดำรงอยู่ได้ ยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ พัฒนาบ่มเพาะกิจการจนสามารถพึ่งตนเองได้ ในขณะที่ยังมีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างกำไรต่อได้อีก กระทั่งเมื่อธุรกิจขยายกำลังการผลิตหรือการบริการมากจนเข้าสู่ช่วงที่สองซึ่งเป็นภาวะที่คุ้มเพียงค่าเสียโอกาสในทางเศรษฐศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง แม้ตัวเลขกำไรทางธุรกิจหรือกำไรในทางบัญชีจะยังเพิ่มขึ้น แต่กำไรทางเศรษฐศาสตร์มีค่าเท่ากับศูนย์ ตามกฎว่าด้วยผลตอบแทนที่ลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ธุรกิจหมดศักยภาพในการเพิ่มผลผลิตเพื่อสร้างกำไรต่อได้อีก ภายใต้ปัจจัยหรือกำลังการผลิตหรือการบริการเดิมที่มีอยู่

ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจจึงควรดำเนินกิจกรรมการผลิตหรือการบริการที่ไม่น้อยเกินไป จนต่ำกว่าจุดกำไรปกติจุดที่หนึ่ง เพื่อให้กิจการสามารถอยู่รอดได้ และไม่มากเกินไปจนสูงกว่าจุดกำไรปกติจุดที่สอง เพื่อไม่ให้กิจการต้องประสบภาวะเสี่ยงหรือขาดภูมิคุ้มกันในธุรกิจ โดยจุดที่เหมาะสมที่สุด คือ บริเวณประมาณกึ่งกลางของจุดกำไรปกติทั้งสอง ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ความพอประมาณที่ก่อให้เกิดกำไรทางเศรษฐศาสตร์ โดยที่ธุรกิจไม่จำเป็นต้องลดศักยภาพหรือออมความสามารถในการผลิตหรือการบริการ หรือเพิ่มศักยภาพหรือขยายกำลังในการผลิตหรือการบริการ จนทำให้กำไรทางเศรษฐศาสตร์ลดน้อยถอยลงไปสู่จุดกำไรปกติ

นอกจากการสร้างกำไรทางเศรษฐศาสตร์โดยคำนึงถึงศักยภาพที่ธุรกิจสามารถได้ประโยชน์เต็มตามความสามารถที่พึงได้แล้ว ตามนัยของความพอประมาณในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ธุรกิจยังจำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหรือการบริการที่ต้องไม่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนทั้งต่อผู้มีส่วนได้เสียในกิจการและผู้มีส่วนได้เสียนอกกิจการกลุ่มต่างๆ ตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงการใช้แรงงานมนุษย์เสมือนชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรในระบบโรงงานที่ขาดซึ่งคุณภาพชีวิต การละเว้นการผลิตหรือการบริการที่ไม่มีการจัดการของเสียจนสร้างมลภาวะให้แก่ระบบนิเวศ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาดหรือใช้วิธีผูกขาด เป็นต้น

การคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากกิจกรรมทางธุรกิจอย่างรอบคอบในตัวกิจการเอง และระหว่างตัวกิจการกับหน่วยอื่นๆ ในสังคม มีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหลักความมีเหตุผลในธุรกิจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญอีกด้านหนึ่งในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


[Original Link]



กิจกรรม (ปี 2548)


ร่วมให้ข้อคิดเห็นในการจัดทำหลักสูตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จัดโดย ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ ห้องกมลทิพย์ ชั้น 2 โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ
เป็นวิทยากรในการอภิปรายเรื่อง "ประสบการณ์ชีวิตจากการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียง" จัดโดย สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ณ ห้องประชุม 209 และ 210 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เป็นวิทยากรในการบรรยายเรื่อง "การประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารธุรกิจสมัยใหม่" จัดโดย คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ ห้องกรุงศรีอยุธยา ชั้น 5 คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เป็นวิทยากรในการสัมมนาทางวิชาการระดับนานาชาติเรื่อง "Creating a Healthy Organization" ในหัวข้อ "The Philosophy of Sufficiency Economy Applies to Healthy Organizations" จัดโดย โครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และ สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย ณ โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์ปาร์ค สุขุมวิท 22 กรุงเทพฯ
เป็นผู้นำบรรยายกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงในภาคเมือง ในโครงการสมัชชาสุขภาพว่าด้วย "ความสุขมวลรวมประชาชาติ สุขภาพ เศรษฐกิจใหม่ และธุรกิจกับความรับผิดชอบต่อสังคม" จัดโดย บริษัท สวนเงินมีมา จำกัด ณ ห้องประชุม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นำเสนอ "ตัวชี้วัดเศรษฐกิจพอเพียงกับภาคธุรกิจ" ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการประยุกต์ใช้ จัดโดย ศูนย์ศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ณ ห้องประชุม ชั้น 9 ห้อง 913 อาคารเอนกประสงค์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
เป็นวิทยากรนำเสนอ "ตัวชี้วัดเศรษฐกิจพอเพียงจากการศึกษาในพื้นที่" ในการประชุมเรื่อง "เศรษฐกิจพอเพียง: กับการแก้ไขปัญหาความยากจน" ภายใต้โครงการเวทีสังเคราะห์ความรู้และยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะความยากจน จัดโดย โครงการยุทธศาสตร์นโยบายฐานทรัพยากร ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ณ ห้องนนทรีย์ 2 ชั้น 4 อาคารเค ยู โฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน



กิจกรรม (ปี 2547)


เป็นวิทยากรในการประชุม SVN Conference 2004 เรื่อง "ธุรกิจ กับความรับผิดชอบต่อสังคม: การปฏิบัติจริงในสังคมไทย" ในมิติด้านเศรษฐกิจพอเพียงและศาสนา จัดโดย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม SVN Asia (Thailand) ณ บ้านผางามรีสอร์ท ปราจีนบุรี (รายละเอียด)
เป็นวิทยากรบรรยายเรื่อง "การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กร ด้วยเครื่องมือบริหารจัดการสมัยใหม่" ภายใต้วิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการ ในโครงการปริญญาโทบริหารธุรกิจ คณะอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต
เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี Mr. Klas Mellander จากบริษัท Celemi ประเทศสวีเดน เป็นวิทยากรหลักนำการประชุม ณ ห้องประชุมเทเวศร์ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ทก.)
ลงพื้นที่ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่ม องค์กร พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต ภายใต้เครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแก้ปัญหาความยากจนในชนบทไทย ร่วมกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ศูนย์การเรียนรู้กลุ่มอีโต้น้อย เครือข่ายพ่อผาย สร้อยสระกลาง ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์



กิจกรรม


เป็นวิทยากรร่วมเสวนา ในหัวข้อ "จากปรัชญาฯ ... สู่ความยั่งยืน" ในงาน "ก้าวพอดี (A Bright Leap Forward): การขับเคลื่อนการนำใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่สนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน" จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน ถนนพระราม 1 (รายละเอียด) (เอกสารวิทยากร)
เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลกและการขับเคลื่อนในภาคเอกชนและประชาชน" ในหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 8 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ณ ห้องประชุม 101 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถนนอรุณอมรินทร์ บางพลัด กรุงเทพฯ
เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ "เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการจัดการระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง" ภายใต้รายวิชาการจัดการระบบเศรษฐกิจชุมชนพึ่งตนเอง ในหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ ณ ห้องบรรยาย อาคารสำนักงาน ชั้น 2 วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ "เศรษฐกิจพอเพียงกับการประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจ" ภายใต้รายวิชาการประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการบริหารธุรกิจ ในหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ณ ห้อง MS 205 คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลกและการขับเคลื่อนในภาคเอกชนและประชาชน" ในหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 7 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ณ ห้องประชุม 101 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถนนอรุณอมรินทร์ บางพลัด กรุงเทพฯ
เป็นวิทยากรร่วมเสวนาในหัวข้อ "ศาสตร์พระราชาในมิติพระพุทธศาสนา" ในงานบำเพ็ญกุศลอายุวัฒนมงคล 62 ปี พระพรหมบัณฑิต ณ มณฑลพิธี วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (วีดิทัศน์ช่วงเสวนา)
สกู๊ปรายการ คนตระกูลสุข ตอน บริหารแบบพอเพียง เรื่องราวการน้อมนำแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้ในชีวิตการทำงาน การบริหารองค์กร และการผนวกเข้ากับค่านิยมขององค์กร เกิดเป็น "ความสุข" ในแบบฉบับขององค์กร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท (ชมคลิป)
เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในทัศนะโลกและการขับเคลื่อนในภาคเอกชนและประชาชน" ในหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 6 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับสำนักสิริพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ณ ห้องประชุม 101 อาคารสำนักงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถนนอรุณอมรินทร์ บางพลัด กรุงเทพฯ



ระดับของเศรษฐกิจพอเพียง


จนถึงวันนี้ ความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ก็ยังเข้าใจว่า พอเพียง คือ การพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Self-sufficiency แต่คำว่า พอเพียง ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งตรงกับคำว่า Sufficiency Economy นั้น มีความหมายกว้างกว่าแค่การพึ่งตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่เลี้ยงตัวเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับที่มีการรวมตัวกัน เพื่อร่วมกันดำเนินงานในเรื่องต่างๆ มีการสร้างเครือข่ายและการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ โดยประสานความร่วมมือกับภายนอก เรียกว่า เศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงจึงมิใช่แค่เพียงเรื่องของการพึ่งตนเองโดยที่ไม่เกี่ยวข้องกับใคร และมิใช่แค่เรื่องของการประหยัด แต่ยังครอบคลุมถึงการข้องเกี่ยวกับผู้อื่น การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แท้จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงสามารถจำแนกได้เป็น 3 ระดับ ดังนี้

(1) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่หนึ่ง เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน ที่เน้นความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัว คือ การที่สมาชิกในครอบครัวมีความเป็นอยู่ในลักษณะที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น ความต้องการในปัจจัยสี่ของตนเองและครอบครัวได้ มีการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีกลมเกลียว และมีความพอเพียงในการดําเนินชีวิตด้วยการประหยัดและการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็น จนสามารถดํารงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขทั้งทางกายและใจ

(2) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สอง เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียงในระดับกลุ่มหรือองค์กร คือ เมื่อบุคคล/ครอบครัว มีความพอเพียงในระดับที่หนึ่งแล้ว ก็จะรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ เพื่อร่วมกันดำเนินงานในด้านต่างๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ มูลนิธิ และเอกชน

(3) เศรษฐกิจพอเพียงระดับที่สาม เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ที่เน้นความพอเพียงในระดับเครือข่าย คือ เมื่อกลุ่มหรือองค์กร มีความพอเพียงในระดับที่สองแล้ว ก็จะร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อการสร้างเครือข่าย มีการติดต่อร่วมมือกับธนาคารและบริษัทต่างๆ ทั้งในด้านการลงทุน การผลิต การตลาด การจำหน่าย และการบริหารจัดการ เพื่อการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งในด้านสวัสดิการ การศึกษา สังคมและศาสนา ให้สมประโยชน์ด้วยกันทุกฝ่าย

ระดับของเศรษฐกิจพอเพียง

การจำแนกเศรษฐกิจพอเพียงใน 3 ระดับข้างต้น แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่เริ่มต้นจากหลักของการพึ่งตนเอง โดยเปลี่ยนจากการพึ่งพาตนเองไม่ได้หรือต้องคอยอาศัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา (Dependent) เป็นการพัฒนาตนเองให้มีความเข้มแข็ง เป็นอิสระ (Independent) แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นการแลกเปลี่ยน การรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน จนนำไปสู่การพึ่งพิงอิงกัน (Inter-dependent) สงเคราะห์เกื้อกูล ร่วมมือกัน และประสานกับโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี



จุดมุ่งหมาย


จากการสังเคราะห์จุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป พบว่า มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน ในส่วนที่หนึ่ง ปรากฏอยู่ 2 แห่งซึ่งมีความหมายไปในทิศทางเดียวกัน คือ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ และเพื่อให้พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี สำหรับในส่วนที่สอง คือ เพื่อให้สมดุล (ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม)

จุดหมายส่วนที่หนึ่งในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า “เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์” กับ “เพื่อให้พร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลง” นั้น หากพินิจพิจารณาให้ถ่องแท้ จะพบความเกี่ยวโยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยในแห่งแรกเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในเพื่อให้ทันและเข้ากับสิ่งภายนอก ในแห่งที่สองเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งภายในได้รับความกระทบกระเทือนเสียหาย

จุดหมายของเศรษฐกิจพอเพียง ตามการสังเคราะห์ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงประกอบด้วย คือ ความสมดุล การพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง และการก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั้น มิได้ปฏิเสธกระแสโลกาภิวัตน์ ตรงกันข้ามการดำเนินตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความมุ่งหมายเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์อีกด้วย

คุณลักษณะ เงื่อนไข และจุดหมายในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า โลกาภิวัตน์นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบได้ทั้งในแง่ดีและในแง่ร้าย คือ มิได้ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในแง่เดียว แต่ในอีกแง่หนึ่งยังทำให้เกิดความเสื่อมถอยตกต่ำทั้งทางด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรรมจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงมุ่งเน้นให้เกิดการพิจารณาอย่างรอบด้าน มีความรอบคอบระมัดระวังในการดำเนินงาน โดยเลือกรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบในแง่ดี ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการเปลี่ยนแปลงในแง่ที่ไม่ดีและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ เพื่อจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อความเสียหายหรือไม่เป็นอันตรายร้ายแรง ทำให้กิจการยังคงดำเนินต่อไปได้



เงื่อนไข


การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

เงื่อนไขความรู้ หมายถึง เครื่องอาศัยของการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ประกอบด้วย ความรอบรู้ คือ ความรู้ลึกในงานที่ทำและความรู้กว้างในสภาวะแวดล้อมและสถานการณ์ที่เกี่ยวพันกับงานที่ทำ ความระลึกรู้ (สติ) คือ การยั้งคิดพิจารณาและรู้ทันสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะกระทำการใดๆ และความรู้ชัด (ปัญญา) คือ การเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้อย่างกระจ่างชัด ถูกต้องตามเหตุตามผลและตามจริง

เงื่อนไขคุณธรรม หมายถึง เครื่องอาศัยของการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปอย่างดีงาม ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต คือ ความประพฤติชอบ มีการพูดและการกระทำซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง และไม่เอารัดเอาเปรียบ ความอดทน มีความเพียร คือ ความบากบั่น ความกล้าแข็ง มีความหนักแน่น ไม่ท้อถอย ทำให้การดำเนินงานรุดหน้าเรื่อยไปจนประสบผลสำเร็จ และความรอบคอบระมัดระวัง คือ การพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในทุกแง่ทุกมุมก่อนที่จะดำเนินงาน เพื่อมิให้เกิดความเผอเรอและพลั้งพลาด



กรอบแนวคิด


เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤต เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา



คุณลักษณะ


เศรษฐกิจพอเพียง สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติตนบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน

ความพอเพียงที่ประกอบกันขึ้นตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อมๆ กัน ดังนี้

(1) ความพอประมาณ หมายถึง ความเหมาะสมของการดำเนินงาน ทั้งในแง่ของขนาดที่ไม่เล็กเกินไปหรือไม่ใหญ่จนเกินตัว แต่เป็นไปตามอัตภาพและสภาพแวดล้อม และในแง่ของจังหวะเวลาที่ไม่เร็วเกินไปหรือไม่ช้าจนเกินไป แต่รู้จักทำเป็นขั้นตอนเพื่อให้การดำเนินงานมีความก้าวหน้า โดยที่ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน

(2) ความมีเหตุผล หมายถึง การพิจารณาที่จะดำเนินงานใดๆ ด้วยความถี่ถ้วนรอบคอบ ไม่ย่อท้อ ไร้อคติ คำนึงถึงเหตุและปัจจัยแวดล้อมทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้องดีงาม เกิดประสิทธิผล เกิดประโยชน์และความสุข โดยปราศจากการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

(3) การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี หมายถึง การจัดองค์ประกอบของการดำเนินงาน ให้มีสภาพพร้อมรองรับต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายในได้เป็นอย่างดี



จากแนวคิดสู่ภาคปฏิบัติ เส้นทาง "เศรษฐกิจพอเพียง"


กว่า 31 ปี หลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเรื่องความ "พอมีพอกิน" ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของ "เศรษฐกิจพอเพียง"

แม้จะมีการพูดถึงแนวคิดที่ว่าอย่างกว้างขวาง แต่การนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจยังคงไม่กว้างขวางนัก คำถามสำคัญก็คือ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจได้จริงหรือ ท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ธุรกิจจะดำรง "ความพอเพียง" ได้อย่างไร และในฐานะองค์กรแสวงหากำไร

"มีหลายสิ่งที่พิสูจน์ว่าธุรกิจเอกชนสามารถประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ได้ โดยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงเกษตรกรรม เรื่องหนึ่งคือพระราชดำรัสที่พระเจ้าอยู่หัวเคยให้ไว้เกี่ยวกับปรัญชาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ชี้ให้เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า ธุรกิจสามารถนำไปปฏิบัติได้ และจากการทำวิจัยโครง การศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลกลุ่ม/ องค์กร/พื้นที่ ที่ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิตในระยะที่ 1 ก็พบว่าจากกลุ่มตัวอย่างทั้ง 626 กลุ่ม พบว่ามีธุรกิจอยู่ในนั้นด้วย" พิพัฒน์ ยอดพฤติการ ประธานสถาบันไทยพัฒน์ ในฐานะนักวิจัยกล่าว

จากปรัชญาสู่ความเป็นจริง
ในมุมมอง ดร.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานมูลนิธิกองทุนไทย กล่าวว่า หากกล่าวโดยสรุปเศรษฐกิจพอเพียงก็คือความพอดีและสมดุล เพราะฉะนั้นอะไรที่พอดีและสมดุลจะทำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนได้ในระยะยาว ถ้าจะขยายความ เศรษฐกิจพอเพียงแบ่งออกเป็น 5 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุน 2 ข้อคือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งทั้งหมดรวมแล้วก็คือความสมดุล เพราะถ้าไม่มีคุณภาพ ความรู้ก็เสียสมดุล ไม่ว่าจะชีวิต ครอบครัว องค์กรธุรกิจ และประเทศก็ต้องใช้หลักการนี้ เพราะฉะนั้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงธุรกิจใช้ได้หมด ปัจจุบันก็มีทั้งบุคคล ชุมชน ที่ใช้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอยู่พอสมควร ขณะที่ธุรกิจก็มีองค์กรจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นองค์กรที่มุ่งกำไรสูงสุด องค์กรที่มีการป้องกันความเสี่ยง

จากงานวิจัยของ "พิพัฒน์" มีข้อมูลชุดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า จากการสุ่มตัวอย่างทั้ง 626 กลุ่ม ซึ่งรวบรวมกลุ่มตัวอย่างจากชุมชน ธุรกิจ เกษตรกร ปราชญ์ชาวบ้าน พบว่าในสังคมไทยมีระดับการเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ 3 ระดับ 1.เข้าข่าย 488 ราย คิดเป็น 78% 2.เข้าใจ 126 ราย คิดเป็น 20.1% 3.เข้าถึง 12 ราย คิดเป็น 1.9% โดยกลุ่มที่มีความเข้มข้นที่อยู่ในระดับการเข้าถึงมีองค์กรธุรกิจอยู่ร่วมด้วย 4-5 ราย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง !!

แต่ปัญหาก็คือ จะขยายปรัชญาที่ว่าให้กว้างขวางออกไปได้อย่างไร รวมถึงการตอบโจทย์ "วิธีการการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงขององค์กรธุรกิจ" จากปรัชญาสู่ความเป็นจริง โดยใช้คุณลักษณะแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ข้อคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี มาจับ

ความพอประมาณ...ที่เป็นความพอดี ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น

ความมีเหตุผล...ในการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลกระทบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว...เพื่อเตรียมพร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

พิพัฒน์กล่าวว่า ความพอประมาณที่จะนำไปสู่การสร้างสมดุลให้ธุรกิจ การผลิตและการบริโภคในระดับพอประมาณ เช่น พยายามไม่มีรายจ่ายเกินรายได้ โดยลดหนี้สินต่อทรัพย์สินและหนี้สินต่อทุนลงมาให้มีความพอดี หรือมีขนาดที่เท่าๆ กัน"

สร้างภูมิคุ้มกัน-บริหารความเสี่ยง
ส่วนความมีเหตุมีผลซึ่งจะทำให้ธุรกิจยั่งยืนได้ ในงานวิจัยพบว่า อรรถประโยชน์ตามแนวปรัชญานี้ให้ความสำคัญในเรื่องคุณค่ามากกว่าเรื่องราคา "คุณค่าการผลิต" ที่ก่อให้เกิดความคุ้มค่ามากกว่าความคุ้มทุน ซึ่งคำนวณโดยใช้ตัวเลขผลกำไรจากกระบวนการผลิตที่เน้นในเรื่องมูลค่า โดยแบ่งคุณค่าการผลิตออกเป็น5 ระดับ เรียงลำดับคุณค่าจากมากไปถึงน้อย 1. ปัจจัย 4 เช่น ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ฯลฯ 2. สินค้าประเภทความมั่นคงปลอดภัย เช่น ประกันชีวิต กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ 3.ความสะดวกสบายในการดำรงชีวิต อาทิ โทรศัพท์เคลื่อนที่ รถยนต์ ฯลฯ 4 .ความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีวิต เช่น เครื่องประดับ เครื่องแต่งกายราคาแพง 5.อบายมุขต่างๆ เช่น เหล้า บุหรี่ ฯลฯ

"ความยั่งยืนจะมากน้อยต่างกันอยู่ที่คุณค่าการผลิตสินค้าในกลุ่มที่มีคุณค่ามาก อย่างอบายมุขเป็นสิ่งที่มีคุณค่าน้อย ทำให้เป็นกลุ่มที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความไม่ยั่งยืน เพราะเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ดูจากกฎระเบียบในปัจจุบัน ดังนั้นยิ่งผลิตสินค้าที่มีคุณค่ามากยิ่งสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจมาก"

การดำเนินธุรกิจตามรอยปรัชญานี้ ธุรกิจยังต้องพยายามสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ที่ในทางธุรกิจเรียกว่าเป็นการป้องกันหรือบริหารความเสี่ยง เช่น ลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ หรือการที่บริโภคสิ่งที่ผลิตเองได้ในประเทศ การสร้างซัพพลายเชนในการทำวัตถุดิบในการผลิตของตัวเองก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่นิยมทำกันมาก

จากแข่งขันสู่แบ่งปัน
"ถึงวันนี้เศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออกของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด จากการทำธุรกิจที่ใช้การแข่งขันเป็นตัวตั้งมาเป็นใช้การแบ่งปัน ถ้าถามว่า ได้อะไรจากการดำเนินธุรกิจตามแนวทางนี้ สำหรับผมที่เคยทำ ทำให้ธุรกิจอยู่รอด ไม่เครียด และไม่ต้องแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย" พิพัฒน์กล่าว

แบบตัวอย่างหลายองค์กรสะท้อนให้เห็นถึง "ความสำเร็จในการทำธุรกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" ที่มีตั้งแต่บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯไปจนถึงธุรกิจ SMEs และธุรกิจชุมชน ในที่นี้จะยกตัวอย่างบริษัทขนาดใหญ่ที่ใครๆ มักสงสัยเสมอว่า การบริหารจัดการแบบพอเพียงจะนำไปสู่การขยายตัวของบริษัทและความสำเร็จได้อย่างไร

"แพรนด้า จิวเวลรี่" บริษัทเครื่องประดับที่มีรายได้ถึง 3,160 ล้านบาท ในปี 2547 และมีการขยายตัวเฉลี่ยปีละ 12% มีพนักงานรวมถึง 3,500 คน เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นชัด จากการสรุปข้อมูลของโครงการบัณฑิตศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์ (นิด้า) ระบุว่า "แพรนด้า" เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีแนวทางการบริหารธุรกิจในภาพรวมที่สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในด้านความพอประมาณ บริษัทมีความพอประมาณในด้านการผลิตและรับคำสั่งสินค้า โดยเน้นการผลิตเพื่อกลุ่มลูกค้าชั้นดีที่มีช่องทางการขายชัดเจนกว่าการขยายกำลังการผลิตอย่างกว้างขวาง และมีความพอประมาณในการแสวงหากำไร อาทิ ยึดหลักความเสี่ยงปานกลางเพื่อกำไรปกติ โดยให้ความเป็นธรรมต่อคู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้น สังคม สิ่งแวดล้อม และพนักงาน ไม่เอาเปรียบบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ยึดถือหลักการแบ่งปันและไม่เบียดเบียนเพื่อให้คู่ค้าทางธุรกิจดำรงอยู่ได้ ทำให้คู่ค้าไว้วางใจและมีโอกาสธุรกิจใหม่มาเสนอ ขณะเดียวกันยังมีความพอประมาณในการก่อหนี้และขยายการลงทุน แม้บริษัทจะกู้ยืมเงินตราต่างประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ โดยไม่ป้องกันความเสี่ยง ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้บางส่วนได้ตามกำหนด แต่ปัจจุบันบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมดและรักษาสัดส่วนหนี้ต่อทุนไม่ให้เกิน 2

ด้านความมีเหตุมีผล บริษัทรู้จักลูกค้า รู้จักตลาด รู้จักคู่แข่ง และรู้จักตนเอง โดยเข้าใจความสามารถหลักในการผลิตเครื่องประดับบนเรือนทองคำ หรือเนื้อเงินในช่วงราคา 5-250 เหรียญสหรัฐ ทั้งยังใช้กระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพในการขยายการผลิตไปยังประเทศที่มีแรงงานถูกกว่า เพื่อรักษาการแข่งขันในตลาดล่าง ขณะที่แรงงานไทยที่มีความประณีตสูงในการเจียระไนพลอยระดับบน

นอกจากนี้ยังสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในการพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง โดยกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยง ควบคุมกระบวนการจัดหาวัตถุดิบโดยให้ราคาซัพพลายเออร์อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว และสะสมเงินออมโดยมี นโยบายไม่จ่ายปันผล ไม่เกินร้อยละ 60 ของกำไรสุทธิและประเมินความเสี่ยงล่วงหน้าจากการผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยการใช้สัญญาซื้อขายเงินตราล่วงหน้า

ความสำเร็จของ "แพรนด้าจิวเวลรี่" เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่เป็นบทพิสูจน์ในการทำธุรกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่น่าจะสามารถตอบโจทย์ใครหลายคนที่กำลังจะเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ !!

[Original Link]



ข่าวสาร


-Sustainpreneur, คนบนฟ้า, กรุงเทพธุรกิจ (13 ตุลาคม, 2562).
-ข่าวกิจกรรม, โครงการฝึกอบรมนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 8, สำนักงาน กปร. (4 กุมภาพันธ์, 2562).
-ข่าวกิจกรรม, โครงการฝึกอบรมนักบริหารการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ (นบร.) รุ่นที่ 7, สำนักงาน กปร. (31 มกราคม, 2561).
-Sustainpreneur, เศรษฐกิจพอเพียง : จากปรัชญา สู่ทฤษฎี (ใหม่) ทางธุรกิจ, กรุงเทพธุรกิจ (22 ตุลาคม, 2560).
-การศึกษา, ศาสตร์พระราชาในมิติพระพุทธศาสนา, บ้านเมือง (16 กันยายน, 2560).



BSC เครื่องมือประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงสู่ธุรกิจ


เป้าหมายขององค์กรธุรกิจทั่วไป มักคำนึงถึงเป้าหมายในการแสวงหากำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง และใช้เป็นเครื่องชี้วัดความสำเร็จขององค์กร แต่ที่ผ่านมาความสำเร็จจากการได้กำไรสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงคนอื่นมักย้อนกลับมาทำลายองค์กรเสมอ จนถึงเวลาที่ธุรกิจปัจจุบันจะต้องมีกรอบแห่งการดำเนินธุรกิจที่ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับองค์กรและสังคม จึงประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเครื่องมือในการบริหารจัดการสมัยใหม่ Balanced Scorecard เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจที่คุ้นเคยกับการใช้เครื่องมือดังกล่าวในการบริหารจัดการและประเมินผลองค์กร เพื่อให้องค์กรสามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

Balanced Scorecard ยังมีความโดดเด่นที่แตกต่างจากเครื่องมือในการบริหารจัดการและประเมินผลทั่วๆ ไป นอกจากมีมุมมองที่ครบ 4 ด้าน ยังมีความสัมพันธ์ระหว่างมุมมองทั้ง 4 ด้านด้วยกันเองในเชิงเหตุและผล ซึ่งความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลดังกล่าวพบได้ในองค์ประกอบความพอเพียงทั้ง 4 หมวดเช่นกัน

ตัวอย่างเช่น กลุ่มแม่บ้านแห่งหนึ่งผลิตผ้าทอมือเพื่อจำหน่าย โดยมีกำลังการผลิตที่ 500 ผืนต่อเดือน โดยใช้เวลาว่างจากงานบ้านมารวมกลุ่มกันทำ อยู่มาวันหนึ่งได้รับคำสั่งซื้อจากผู้ส่งออกให้ส่งผ้า 5,000 ผืนในระยะเวลา 2 เดือน ได้มีการประชุมหารือภายในกลุ่มและตกลงที่จะไม่รับผลิตตามคำสั่งซื้อดังกล่าวนอกจากผู้ว่าจ้างจะอนุญาตให้ส่งมอบได้คราวละ 500 ผืนต่อเดือนตามกำลังผลิตปกติ เนื่องจากเห็นว่าหากขาดการพิจารณาไตร่ตรองด้วยสติปัญญา ซึ่งเป็นเงื่อนไขกำกับความรอบคอบต่อการต้องไปเกณฑ์คนมาเพิ่ม ก็ให้สามารถทอผ้าได้ในระยะเวลาอันสั้น และยังต้องกังวลในเรื่องคุณภาพและความสามารถในการบริหารจัดการ หรือไม่ก็ต้องไปเบียดบังเวลาปฏิบัติหน้าที่หลักในครอบครัว เสียสุขภาพเพื่อแลกกับรายได้ระยะสั้น ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในการดำเนินการผลิต ซึ่งนำไปสู่ความไม่ยั่งยืนของกิจกรรมครั้งนี้ เป็นต้น

การประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงในธุรกิจด้วยแนวคิด Balanced Scorecard จะช่วยให้องค์กรธุรกิจสามารถเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างเป็นระบบและนำไปสู่การพัฒนาองค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

สรุปจากบทความ Balanced Scorecard เครื่องมือประยุกต์เศรษฐกิจพอเพียงสู่ธุรกิจ
โดย "พิพัฒน์ ยอดพฤติการ"


[Original Link]



ปฐมบท


คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไม่มีในตำรา ไม่เคยมีระบบเศรษฐกิจพอเพียง มีอย่างอื่นแต่ไม่ใช้คำนี้ 1

แนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียงปรากฏอยู่ในการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาช้านาน ในรูปของหลักการสร้างความ “พออยู่-พอกิน” และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวคิดนี้เพื่อใช้ปรับทิศทางการพัฒนาประเทศไทยเป็นครั้งแรก โดยมีข้อความที่สำคัญตอนหนึ่งว่า

การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือ ความพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด 2

พระบรมราโชวาทองค์นี้ชี้ให้เห็นว่า แนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่มีความสอดคล้องกับสภาวะของประเทศและของประชาชน อาจทำให้เกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงค่อยสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น

เป็นที่น่าสังเกตว่าพระบรมราโชวาทนี้ แม้พระองค์ได้ทรงพระราชทานไว้นานกว่า 30 ปีแล้วก็ตาม ยังสามารถนำมาเป็นข้อเตือนสติที่ดีเลิศแก่ผู้บริหารบ้านเมืองในเวลานี้ ควรที่จะได้คิดพิจารณาอย่างละเอียดถ่องแท้และหนักแน่น ให้เห็นถึงหลักการและวิธีการอันควรที่จะปฏิบัติในเบื้องหน้า เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจของชาติและการครองชีพของประชาชนดำเนินไปด้วยดี ไม่ให้เกิดความยุ่งยากล้มเหลวในที่สุด

ภายหลังจากที่คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เริ่มเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยที่ผู้พูดแต่ละคนจะตีความเอาเอง ทำให้ความหมายเศรษฐกิจพอเพียงของแต่ละคน อาจจะแตกต่างกันมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขบทความเรื่อง “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆ มาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระราชทานไว้ในวโรกาสต่างๆ รวมทั้งพระราชดำรัสอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำไปเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของทุกฝ่ายและประชาชนโดยทั่วไป เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2542 โดยมีใจความว่า

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี




--------------------------------------
1 พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม 2541.
2 พระบรมราโชวาทเนื่องในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517.